วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552
คอม อ.สุทธิชาญ ตารางค่าใช่จ่าย
ทำทุกวัน
ทำทุกรายการ
ตรวจความคืบหน้าทุกสัปดาห์
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552
HTML
| Web Disign | <> >LRU Endmo6 |
<>
>
||
|
<>
>
|||
| Copyright 2009 BY Teeratouch | <> >|||
การเขียนโปแกรมภาษา C#
เอกสารประกอบการอบรม (3,988 KB)
โปรแกรมนำเสนอประกอบการอบรม (3,078 KB)
ตัวอย่างโปรแกรม (917 KB)
ดาวน์โหลดโครงงาน
กลุ่ม A กลุ่ม B
กลุ่มที่ 1 (10,232 KB) กลุ่มที่ 1 (22,761 KB)
กลุ่มที่ 2 (16,380 KB) กลุ่มที่ 2 (814 KB)
กลุ่มที่ 3 (8,208 KB) กลุ่มที่ 3 (1,309 KB)
กลุ่มที่ 4 (1,094 KB) กลุ่มที่ 4 (1,670 KB)
กลุ่มที่ 5 (4,980 KB) กลุ่มที่ 5 (2,555 KB)
กลุ่มที่ 6 (199 KB) กลุ่มที่ 6 (956 KB)
กลุ่มที่ 7 (9,325 KB) กลุ่มที่ 7 (32,941 KB)
กลุ่มที่ 8 (491 KB) กลุ่มที่ 8 (108,218 KB)
กลุ่มที่ 9 (23,610 KB) กลุ่มที่ 9 (1,960 KB)
กลุ่มที่ 10 (2,347 KB) กลุ่มที่ 10 (823 KB)
หรือ ดาวน์โหลดทั้งหมด คลิกที่นี่(335,842 KB)
http://oho.ipst.ac.th/Homepage.html/download/CSharp/
วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
งาน 16 พ.ย. 18.00
2.ไม่ควรใช่ BG เหนือกว่าข้อความ
3.หน้าแรกควรจะเป็นชื่อเรื่อง
4.เนื้อหาเอามาแต่หัวเรื่องและภาพประกอบ(ถ้ามี)
งาน อ.สังสรรค์ Foreign Key
งานๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=25856AAD15V[3SJ7H2U6X6XLDCC56W
วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ทรัพยากรของห้องสมุด
1. วัสดุตีพิมพ์ ( Printed Materials )
2. วัสดุไม่ตีพิมพ์ ( Non-printed Materials )
ห้องสมุด ได้พิจารณาแบ่งความเหมาะสมในการให้บริการออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้
1. หนังสือ ( Books ) เป็นทรัพยากรที่มีมากที่สุดในห้องสมุด ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1.1 หนังสือทั่วไป จัดไว้บริการที่ห้องโถงใหญ่ โดยแยกออกจากกันระหว่างหนังสือภาษาไทยและหนังสือภาษาอังกฤษ
1.2 หนังสือสำรอง จัดบริการไว้ในห้องหนังสือสำรอง ระยะเวลาการให้ยืมออกหนังสือประเภทนี้ จะน้อยวันกว่าหนังสือทั่วไป ทั้งนี้เพื่อให้หนังสือหมุนเวียนอ่านได้ทั่วถึงกัน
1.3 หนังสืออ้างอิง จัดบริการไว้ในห้องอ้างอิง ซึ่งห้องสมุดไม่อนุญาตให้ยืมออกนอกห้องสมุด ซึ่งหนังสือเหล่านี้ได้แก่ วิทยานิพนธ์ , งานวิจัย , สิ่งพิมพ์รัฐบาล , รายงานประจำปี , สารานุกรม , และพจนานุกรม
2. วารสาร ( Periodicals ) เป็นสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องที่มีกำหนดเวลาออกเผยแพร่แน่นอน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
2.1 วารสารฉบับปัจจุบัน ( Current Issue ) จัดไว้บริการบนชั้นวารสารตามลำดับอักษรตัวแรกของชื่อวารสาร
2.2 วารสารล่วงเวลา ( Back Issue ) จัดเรียงไว้บนราวหมุนตามลำดับอักษรตัวแรกของชื่อวารสาร
2.3 วารสารเย็บเล่ม ( Bound Journals ) จัดเรียงไว้ในห้องวารสารเย็บเล่มตามลำดับอักษรตัวแรกของชื่อวารสาร
วารสารทั้ง 3 ประเภท ห้องสมุดอนุญาตให้อ่านภายในห้องสมุดเท่านั้น
3. หนังสือพิมพ์ ( Newspaper ) เป็นสิ่งพิมพ์อีกชนิดหนึ่งที่ห้องสมุดจัดหามาบริการผู้ใช้ห้องสมุดได้อ่านเพื่อติดตามข่าวสารทันต่อเหตุการณ์ ห้องสมุดจัดบริการโดยสอดไว้กับไม้หนีบ แล้วแขวนไว้บนราวแขวนหนังสือพิมพ์ หากเป็นฉบับล่วงเวลา ห้องสมุดจะรวบรวมเป็นเดือนไว้ให้บริการ
4. จุลสาร ( Pamphlets ) เป็นสิ่งพิมพ์เล่มบาง ๆ เนื้อหาสาระมีเพียงเล่มเดียว จำนวนหน้ามีไม่มากนัก เพื่อให้ผู้ใช้ได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมนอกเหนือจากหนังสือและวารสาร ห้องสมุดเก็บไว้ในตู้จุลสาร เรียงตามลำดับอักษรหัวเรื่อง
5. กฤตภาค ( Clipping ) เป็นสื่อความรู้ที่ห้องสมุดรวบรวมจากการตัดข่าวจากหนังสือพิมพ์ วารสาร และสิ่งพิมพ์อื่น ๆ มาผนึกลงในกระดาษ โดยระบุแหล่งที่มาของกฤตภาคไว้ใต้บทความ
วัสดุไม่ตีพิมพ์ ( Non-printed Materials )
วัสดุประเภทนี้จะบันทึกข้อมูลหรือสารนิเทศที่เป็นภาพเสียง หรือสัญญาณอิเลคโทรนิกส์มากกว่าตัวอักษร ส่วนใหญ่จะให้บริการที่หน่วยโสตทัศนศึกษา สำหรับห้องสมุดคณะพยาบาลศาสตร์ มีให้บริการอยู่ 2 ประเภท คือ แผ่นดิสก์ และซีดีรอมเพื่อการศึกษา
ประเภทของห้องสมุด
ห้องสมุดในสมัยปัจจุบันมีหลายประเภท ดังนี้
1 ห้องสมุดโรงเรียน ( School Libraries )
ห้องสมุดโรงเรียน คือ ห้องสมุดที่จัดให้มีขึ้นภายในโรงเรียน ตั้งแต่ระดับชั้น อนุบาล ประถม มัธยม ยังหมายรวมถึงห้องสมุดของโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยและห้องสมุดของโรงเรียนเอกชนด้วย
ขนาดของห้องสมุดโรงเรียนจะเล็กหรือใหญ่โตเพียงใด ขึ้นอยู่กับจำนวนนักเรียนในโรงเรียนและจำนวนหนังสือในห้องสมุด ห้องสมุดควรจัดตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางของนักเรียนและครู เพื่อความสะดวกในการใช้บริการ เช่น อยู่ชั้นล่างสุดของอาคาร อยู่ห่างไกลจากจุดจอแจ เสียงดัง กลิ่นเหม็น เช่น โรงอาหาร สนามกีฬา บันไดขึ้นลง ห้องน้ำห้องส้วม ที่ทิ้งขยะ เป็นต้น
2 ห้องสมุดวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ( College and University Libraries )
ห้องสมุดวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย คือ ห้องสมุดระดับอุดมศึกษาที่ตั้งอยู่ในวิทยาลัย มหาวิทยาลัยต่างๆ นับได้ว่าเป็นศูนย์ของแหล่งข้อมูลความรู้ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าด้านการเรียน การสอนและการวิจัยของอาจารย์และนักศึกษา ให้บริการทางวิชาการแก่ชุมชุม ส่งเสริมทำนุบำรุงศาสนา ศิลปวัฒนธรรม
ปัจจุบันส่วนมากใช้คำว่า สำนักหอสมุด หรือสถาบันวิทยบริการ แทนคำว่า ห้องสมุด
3 ห้องสมุดประชาชน ( Public Libraries )
ห้องสมุดประชาชน คือ ห้องสมุดที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปไม่จำกัดเพศ วัย ศาสนา อาชีพ และระดับความรู้ในชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ โดยไม่ได้เรียกค่าตอบแทนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงห้องสมุด ค่าเช่าหนังสือ ทั้งนี้เพราะถือว่าประชาชนได้เสียภาษีให้แก่รัฐแล้ว
ห้องสมุดประชาชนแห่งแรกของประเทศไทย คือ ห้องสมุดวัดพระเชตุพนฯ หรือวัดโพธิ์ โดยได้สร้างเป็นศาลารายรวม 70 ศาลา เขียนเรื่องชาดกห้าร้อยห้าสิบชาติ ตั้งตำรายาและฤาษีดัดตน ไว้เป็นทาน จึงนับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นของห้องสมุด และในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เริ่มจัดให้วัดนี้เป็นแหล่ง เล่าเรียนวิชาความรู้ของคนทั่วๆไปโดยไม่เลือกชั้นบรรดาศักดิ์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้รวบรวมตำราอาชีพต่างๆแล้วจารึกลงบนแผ่นศิลา โดยมีรูปเขียนรูปปั้นประกอบตำรานั้นๆด้วย เรื่องราวที่จารึกไว้อาจแบ่งเป็นหมวดใหญ่ๆ ดังนี้ เรื่องเกี่ยวกับการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ พระพุทธศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี สุขวิทยาอนามัย ตำรายา วรรณคดี และทำเนียบต่างๆ เช่น ทำเนียบสมณศักดิ์ ทำเนียบ หัวเมืองขึ้นกรุงเทพฯ เป็นต้น
4 ห้องสมุดเฉพาะ ( Special Libraries )
ห้องสมุดเฉพาะ คือ ห้องสมุดที่เก็บรวบรวมสารนิเทศเพื่อตอบสนองความต้องการของบุคคลเฉพาะกลุ่ม จึงต้องจัดบริการสารนิเทศเฉพาะด้าน เฉพาะสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง ห้องสมุดเฉพาะจึงมักจะจัดตั้งอยู่ตามหน่วยงานราชการ องค์การ โรงงาน สมาคม บริษัท ตลอดจนองค์การระหว่างประเทศ เช่น ห้องสมุดของธนาคาร ห้องสมุดกรมวิทยาศาสตร์ ห้องสมุดโรงพยาบาล ฯลฯ
5 ห้องสมุดแห่งชาติ ( National Libraries )
ห้องสมุดแห่งชาติ คือ ห้องสมุดประจำชาติหรือประเทศนั้นๆ มีหน้าที่เก็บรวบรวมวัสดุสารนิเทศทุกชนิด ที่ผลิตขึ้นในประเทศแล้วจัดทำบรรณานุกรมแห่งชาติ (National Bibliography ) ( บรรณานุกรมแห่งชาติ หมายถึง รายชื่อหนังสือและสิ่งพิมพ์ต่างๆที่เขียนขึ้นหรือตีพิมพ์ขึ้นในประเทศนั้นๆ ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน เป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาค้นคว้า เป็นคู่มือจัดหาและคัดเลือกหนังสือ เป็นสถิติการผลิตหนังสือของชาติ) พร้อมทั้งกำหนดเลขมาตรฐานสากลหนังสือ ( ISBN = International Standard Book Number )
ปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติมีสาขาอยู่ตามจังหวัดต่างๆ และ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจัดไว้ในบริเวณเดียวกันกับพิพิธภัณฑสถานของจังหวัดนั้นๆ โดยหอสมุดแห่งชาติในกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้จัดหาหนังสือ ดำเนินการจัดหมวดหมู่ และทำบัตรรายการส่งให้แก่หอสมุดแห่งชาติสาขาในจังหวัดต่างๆทั้งหมด 17 สาขา ดังนี้
1. หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่
2. หอสมุดแห่งชาติลำพูน
3. หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
4. หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก กาญจนบุรี
5. หอสมุดแห่งชาติอินทร์บุรี สิงห์บุรี
6. หอสมุดแห่งชาติชลบุรี
7. หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.9 นครราชสีมา
8. หอสมุดแห่งชาติประโคนชัย บุรีรัมย์
9. หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
10. หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช
11. หอสมุดแห่งชาติวัดเจริญสมณกิจ ภูเก็ต
12. หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตรัง
13. หอสมุดแห่งชาติกาญจนาภิเษก สงขลา
14. หอสมุดแห่งชาติวัดดอนรัก สงขลา
15. หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สงขลา
16. หอสมุดแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ
17. หอสมุดแห่งชาติเขตลาดกระบัง เฉลิมพระเกียรติ
( อำไพวรรณ ทัพเป็นไทย. 2549: 11 )
http://www.kruphuangrat2500.net/index.php?option=com_content&task=view&id=232&Itemid=106
วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
โดเมนเนม
โดเมนเนม | ||||||||||||||||||||||||||||
| โดเมนเนม หมายถึง ชื่อที่ใช้ระบุลงในคอมพิวเตอร์ (เช่น เป็นส่วนหนึ่งของที่อยู่เว็บไซต์ หรืออีเมล์แอดเดรส) เพื่อไปค้นหาในระบบ โดเมนเนมซีสเทม เพื่อระบุถึง ไอพีแอดเดรส ของชื่อนั้นๆ เป็นชื่อที่ผู้จดทะเบียนระบุให้กับผู้ใช้เพื่อเข้ามายังเว็บไซต์ของตน บางครั้ง เราอาจจะใช้ "ที่อยู่เว็บไซต์" แทนก็ได้โดเมนเนม หรือ ชื่อโดเมน เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ เนื่องจากไอพีแอดเดรสนั้นจดจำได้ยากกว่า และเมื่อการเปลี่ยนแปลงไอพีแอดเดรส ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสใหม่ ยังคงใช้โดเมนเนมเดิมได้ต่อไปอักขระที่จะใช้ในการตั้งชื่อโดเมนเนม ได้แก่ ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตัวเลข และ "-" (hyphen/ยัติภังค์/ขีดกลาง) คั่นด้วย "." (จุด/ด็อต) โดยปกติ จะขึ้นต้นด้วยตัวอักษร และลงท้ายด้วยตัวอักษรหรือตัวเลข มีความยาวตั้งแต่ 1 ถึง 63 ตัวอักษร ตัวอักษรตัวใหญ่ A-Z หรือตัวอักษรตัวเล็ก ถือว่าเหมือนกัน1 ไอพีแอดเดรส สามารถใช้โดเมนเนมได้มากกว่า 1 โดเมนเนม และหลายๆ โดเมนเนมอาจจะใช้ไอพีแอดเดรสเดียวกัน | ||||||||||||||||||||||||||||
ตัวอย่าง | ||||||||||||||||||||||||||||
ตัวอย่างต่อไปนี้ แสดงถึงความแตกต่างระหว่าง ยูอาร์แอล และ โดเมนเนม ยูอาร์แอล: http://www.navyhost.net/ | ||||||||||||||||||||||||||||
ชื่ออินเตอร์เน็ต
http://www.navyhost.net/knowdomain.php | ||||||||||||||||||||||||||||
ประวัติของอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย
ความหมายของอินเตอร์เน็ต
อินเตอร์ เน็ต (Internet) คือ เครือข่ายของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกัน มาจากคำว่า Inter Connection Network อินเตอร์เน็ต (Internet) เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มีขนาดใหญ่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องทั่วโลก สามารถติดต่อสื่อสารถึงกัน ได้โดยใช้มาตรฐาน ในการรับส่งข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียว หรือที่เรียกว่าโปรโตคอล (Protocol) ซึ่งโปรโตคอล ที่ใช้บนระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต มีชื่อว่า ทีซีพี/ไอพี (TCP/IP : Transmission Control Protocol/Internet Protocol)
ลักษณะ ของระบบอินเตอร์เน็ต เป็นเสมือนใยแมงมุม ที่ครอบคลุมทั่วโลก ในแต่ละจุดที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตนั้น สามารถสื่อสารกันได้หลายเส้นทาง ตามความต้องการ โดยไม่กำหนดตายตัว และไม่จำเป็นต้องไปตามเส้นทางโดยตรง อาจจะผ่านจุดอื่น ๆ หรือ เลือกไปเส้นทางอื่นได้หลาย ๆ เส้นทาง การติดต่อสื่อสาร ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต นั้นอาจเรียกว่า การติดต่อสื่อสารแบบไร้มิติ หรือ Cyberspace
ประวัติความเป็นมาในประเทศไทย
ปี พ.ศ.2529 อาจารย์กาญจนา กาญจนสุต จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (AIT) ร่วมกับอาจารย์โทโมโนริ คิมูระ จากสถาบันเดียวกัน ร่วมสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยอาศัย
- โมเด็ม NEC ความเร็ว 2400 Baud
- เครื่องคอมพิวเตอร์พีซี NEC
- สายโทรศัพท์ทองแดง
โดยเครือข่ายที่ได้ วิ่งด้วยความเร็ว 1200 - 2400 Baud และมีเสียงดังมาก จากนั้นได้ปรับเปลี่ยนไปใช้บริการไทยแพค ของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งใช้เทคโนโลยี X.25 ผ่านการหมุนโทรศัพท์ไปยังศูนย์บริการของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ทำการรับส่งอีเมล์กับมหาวิทยาลัยโตเกียว และมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น โดยใช้โปรแกรม UUCP ตลอดจนส่งอีเมล์ไปยังบริษัท UUNET ที่เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา และนำมาใช้กับงานของอาจารย์ และงานสอนนักศึกษาในเวลาต่อไปนับได้ว่า อาจารย์กาญจนา กาญจนสุต เป็นบุคคลแรกที่เริ่มใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์รายแรกของประเทศไทย
หลัง จากนั้นได้มีความร่วมมือระหว่างรัฐบาลออสเตรเลีย ภายใต้โครงการ The International Development Plan (IDP) ได้ให้ความช่วยเหลือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย พัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไทยขึ้นมา ในปี พ.ศ. 2531 โดยให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย มีหน้าที่เป็นศูนย์กลางของประเทศไทยในการเชื่อมโยงไปที่เครื่องแม่ข่าย ของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น และตั้งชื่อโครงการนี้ว่า TCSNet - Thai Computer Science Network โดยมีการติดต่อผ่านเครือข่ายวันละ 2 ครั้ง จ่ายค่าใช้จ่ายปีละ 4 หมื่นบาท และใช้ซอฟต์แวร์ SUNIII ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการ UNIX ประเภทหนึ่ง ที่แพร่หลายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของออสเตรเลีย (Australian Computer Science Network - ACSNet) ซอฟต์แวร์ SUNIII เป็นโปรแกรม UNIX ที่สามารถรับส่งข้อมูลไปกลับได้เลยในการติดต่อครั้งเดียว ประกอบด้วยเครือข่ายการส่งข้อมูลระบบ Multiple Hops ทำให้แตกต่างจาก UUCP ตรงที่ผู้ใช้ไม่ต้องใส่คำสั่ง และบอกที่อยู่ของจุดหมายปลายทางผ่านระบบทางไกล เพราะเครือข่าย SUNIII สามารถหาที่อยู่ของปลายทาง และส่งข้อมูลได้เอง โปรแกรมนี้ทำงานได้ดีทั้งกับสายเช่าแบบถาวร (Dedicated Line) สายโทรศัพท์ธรรมดาที่ติดต่อแบบ Dial-up และสายที่ใช้ X.25 นอกจากนี้สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย ยังเป็นศูนย์เชื่อม (Gateway) ระหว่างประเทศไทย กับ UUNET อันส่งผลให้นักวิชาไทยทั่วไป สามารถใช้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ได้อย่างกว้างขวาง
ปี พ.ศ.2534 อาจารย์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดตั้งศูนย์อีเมล์แห่งใหม่ โดยใช้โปรแกรม MHSNet และใช้โมเด็ม 14.4 Kbps (ซึ่งเร็วที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้น) และทำหน้าที่แลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครื่อง Munnari ของออสเตรเลีย กับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศผ่านโปรแกรม UUCP เครือข่ายแห่งใหม่นี้ ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยต่างๆ ใน TCSNet และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และใช้ชื่อโครงการว่า "โครงการเชื่อมเครือข่ายไทยสารเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตต่างประเทศ"
หลัง จากนั้นเนคเทค ก็ได้พัฒนาเครือข่ายอีกเครือข่ายขึ้นมา โดยใช้ X.25 ร่วมกับ MHSNet และใช้โปรโตคอล TCP/IP เกิดเป็นเครือข่ายไทยสาร "Thai Social/Scientific Academic and Research Network - ThaiSarn" ในปี พ.ศ. 2535
ปี พ.ศ.2535 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่าชื้อสายครึ่งวงจร 9.6 Kbps จากการสื่อสารแห่งประเทศไทย เพื่อเชื่อมกับ UUNET สหรัฐอเมริกา ทำให้จุฬาฯ เป็นศูนย์กลางแห่งใหม่สำหรับเครือข่ายภายใต้ชื่อ ThaiNet อันประกอบด้วย AIT, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และให้สามาชิกไทยสารใช้สายเชื่อมนี้ได้โดยผ่านทางเนคเทคอีกด้วย ภายใต้ระเบียบการใช้อินเตอร์เน็ต (Appropriate Use Policy - AUP) ของ The National Science Foundation (NSF)
ปี พ.ศ.2537 เนคเทค ได้เช่าชื้อสายเชื่อมสายที่สอง ที่มีขนาด 64 Kbps ต่อไปยังบริษัท UUNet ทำให้มีผู้ใช้เพิ่มมากขึ้น จาก 200 คนในปี 2535 เป็น 5,000 คนในเดือนพฤษภาคม 2537 และ 23,000 คนในเดือนมิถุนายน ของปี 2537 AIT ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมภายในประเทศระหว่าง ThaiNet กับ ThaiSarn ผ่านสายเช่า 64 Kbps ของเครือข่ายไทยสาร
ปี พ.ศ.2538 รัฐบาลไทย เปิดบริการอินเตอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ โดยมีบริษัทอินเตอร์เน็ตแห่งประเทศไทย จำกัด อันเป็นบริษัทถือหุ้นระหว่างการสื่อสารแห่งประเทศไทย องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยใช้สายเช่าครึ่งวงจรขนาด 512 Kbps ไปยัง UUNet โดยถือว่าเป็นบริษัทผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตรายแรกของประเทศไทย และได้เพิ่มจำนวนจนเป็น 18 บริษัทในปัจจุบัน
ปี พ.ศ.2539 หลังจากเกิด ISP ขึ้นมากมายและแต่ละรายก็มี link เชื่อมไปต่างประเทศเป็นของตนเอง เดือนมิถุนายน CAT จึงเริ่มให้บริการ the International Internet Gateway (IIG) เพื่อให้บริการเชื่อมต่อ Internet สำหรับ ISP ที่ไม่สามารถมี link เชื่อมต่อไปต่างประเทศโดยตรง ISP เล็กหลายแห่งได้ใช้บริการของ IIG เพื่อลดต้นทุน แต่ ISP ส่วนใหญ่ยังคงมี link ของตนเองเพื่อความเสถียร (reliability) และใช้ในการแข่งขัน นอกจากนั้น CAT ยังให้บริการ local internet exchange ในชื่อ Thailand National Internet Exchange (TH-NIX) เพื่อเชื่อมต่อระหว่าง ISP ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ
ปี พ.ศ.2540 ในเดือนพฤศจิกายน NECTEC เปิดให้บริการ local internet exchange ขึ้นในชื่อ The ThaiSarn Public Internet Exchange (PIE) เพื่อเชื่อมต่อระหว่าง ISP ต่างๆเข้ากับ ThaiSarn Public access Network นอกจากนั้นคือเพิ่มทางเลือกให้แก่ ISP เนื่องจาก TH-NIX มีระเบียบข้อบังคับมาก
ปี พ.ศ.2541 ในเดือนพฤษภาคม TH-NIX และ PIE ได้เชื่อมต่อกันด้วยความเร็ว 2 Mbps
บริการในอินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ต เปรียบเสมือนสังคมขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้ามาใช้ร่วมกันมากมายในระบบจึงมีการจัด เตรียมบริการต่างๆ ไว้ให้เพื่อให้ผู้ใช้เข้ามาใช้งานต่างๆ ที่ต้องการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
บริการที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ต จะแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้
1. บริการข้อมูลมัลติมิเดีย ด้วย World Wide Web
2. บริการรับ-ส่งข่าวสารด้วยอีเมล
3. บริการส่งผ่านไฟล์ข้อมูลด้วย
4. บริการค้นหาข้อมูลด้วย Archic, Gopher, Veronica และ WAIS
5. บริการประกาศข่าวสารด้วย UseNet
6.บริการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องด้วย Telnet
อ้างอิง
http://www.nrru.ac.th/learning/science/sc_006/01/Page1.htm
http://www.geocities.com/pex08/internet.htmhttp://learners.in.th/blog/doubest/270149
ประวัติความเป็นมาของอินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ต มีพัฒนาการมาจาก อาร์พาเน็ต (Arp Anet เรียกสั้น ๆ ว่า อาร์พา) ที่ตั้งขึ้นในปี 2512 เป็นเครือข่ายคอมพิวเคอร์ของกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ที่ใช้ในงานวิจัยด้านทหาร (ARP : Advanced Research Project Agency)
มาถึงปี 2515 หลังจากที่เครือข่ายทดลองอาร์พาประสบความสำเร็จอย่างสูง และได้มีการปรับปรุงหน่วยงานจากอาร์พามาเป็นดาร์พา (Defense Advanced Research Project Agency: DARPA) และในที่สุดปี 2518 อาร์พาเน็ตก็ขึ้นตรงกับหน่วยการสื่อสารของกองทัพ (Defense Communication Agency)
ในปี 2526 อาร์พาเน็ตก็ได้แบ่งเป็น 2 เครือข่ายด้านงานวิจัย ใช้ชื่ออาร์พาเน็ตเหมือนเดิม ส่วนเครือข่ายของกองทัพใช้ชื่อว่า มิลเน็ต (MILNET : Millitary Network) ซึ่งมีการเชื่อมต่อโดยใช้ โพรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet) เป็นครั้งแรก
ในปี 2528 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของอเมริกา (NSF) ได้ ให้เงินทุนในการสร้างศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 6 แห่ง และใช้ชื่อว่า NSFNETและพอมาถึงปี 2533 อาร์พารองรับภาระที่เป็นกระดูกสันหลัง (Backbone) ของระบบไม่ได้ จึงได้ยุติอาร์พาเน็ต และเปลี่ยนไปใช้ NSFNET และเครือข่ายขนาดมหึมา จนถึงทุกวันนี้ และเรียกเครือข่ายนี้ว่า อินเตอร์เน็ต โดยเครือข่ายส่วนใหญ่จะอยู่ในอเมริกา และปัจจุบันนี้มีเครือข่ายย่อยมากถึง 50,000 เครือข่ายทีเดียว และคาดว่า ภายในปี 2543 จะมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งโลกประมาณ 100 ล้านคน หรือใกล้เคียงกับประชากรในโลกทั้งหมด
สำหรับประเทศไทยนั้น อินเตอร์เน็ตเริ่มมีบทบาทอย่างมากในช่วงปี 2530-2535 โดยเริ่มจากการเป็นเครือข่ายในระบบคอมพิวเตอร์ระดับมหาวิทยาลัย (Campus Network) แล้วจึงเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2535และ ในปี 2538 ก็มี การเปิดให้ บริการอินเตอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ (รายแรก คือ อินเตอร์เน็ตเคเอสซี) ซึ่งขณะนั้น เวิร์ลด์ไวด์เว็บกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกา
อย่างไรก็ตาม อินเตอร์เน็ต บางครั้งก็มีการเรียกย่อเป็น เน็ต (Net) หรือ The Net ด้วยเช่นเดียวกัน อีกคำหนึ่งที่หมายถึงอินเตอร์เน็ตก็คือ เว็บ (Web) และ เวิร์ลด์ไวด์เว็บ (World – Wide Web) (จริง ๆ แล้ว เว็บเป็นเพียงบริการหนึ่งของอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่บริการนี้ ถือว่าเป็นบริการที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด
ความรู้เกี่ยวกับ Information Technology
เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจำแนกตามลักษณะการใช้งานได้เป็น 6 รูปแบบ ดังนี้ต่อไปนี้ คือ
1. เทคโนโลยีที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เช่น ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศ, กล้องดิจิทัล, กล้องถ่ายวีดีทัศน์, เครื่องเอกซเรย์ ฯลฯ
2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล จะเป็นสื่อบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เช่น เทปแม่เหล็ก, จานแม่เหล็ก, จานแสงหรือจานเลเซอร์, บัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ
3. เทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูล ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์
4. เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผลข้อมูล เช่น เครื่องพิมพ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ
5. เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดทำสำเนาเอกสาร เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร, เครื่องถ่ายไมโครฟิล์ม
6. เทคโนโลยีสำหรับถ่ายทอดหรือสื่อสารข้อมูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เช่น
โทรทัศน์, วิทยุกระจายเสียง, โทรเลข, เทเล็กซ์ และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งระยะใกล้และไกล
ติวเข้มคณิตศาสตร์ O-NET บทเรียนที่ 2 :จำนวนจริง
Introduction to Constructive Learning Lesson 2 : How to Improve Reading Comprehension
ติวเข้มคณิตศาสตร์ O-NET & PAT บทเรียนที่ 1 : เซ็ต และ การให้เหตุผล
30 ตุลาคม 2552 , เวลา 14:28 น.
http://www.cleverchannel.net/math/4650/ติวเข้มคณิตศาสตร์ตอนที่:1